ประวัติกองทัพอากาศ
The Royal Thai Air Force History 

 
ประเทศไทยเป็นประเทศนำหน้าประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย ที่ให้ความสนใจริเริ่มกิจการบิน  

ภายหลังที่อากาศยานได้เริ่มทำการบินประสบผลสำเร็จในทวีปอเมริกา และทวีปยุโรปเพียง ๗-๘ ปีเท่านั้น

 
ขณะนั้นประมาณ
พ.ศ.๒๔๕๓

ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โดยพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ทรงริเริ่มขึ้นด้วยหวังที่จะใช้เครื่องบินเป็นอาวุธสำหรับป้องกันประเทศ มิให้ข้าศึกบุกรุกเข้ามาถึงใจกลางของประเทศเป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ
การคมนาคมในยามปกติ กิจการบินในประเทศไทยสมัยแรกๆจึงเป็นกิจการบินทางทหารและกิจการบิน
ทางทหารนี้ได้มีส่วนสนับสนุนเป็นพื้นฐานและเป็นบ่อเกิดอันสำคัญของการบินในกิจการพลเรือน เช่น การไปรษณีย์ทางอากาศ การลำเลียงผู้เจ็บป่วยทางอากาศ การบินพาณิชย์

 
การเกษตรกรรม ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน
 
 
ประมาณปี พ.ศ.๒๔๕๓ หลังจากนาย VAN DEN BORN นักบินชาวเบลเยี่ยม ได้นำเครื่องบินแบบ ฟาร์มัง มาแสดงการบินที่สนามม้าสระปทุม (สนามม้าราชกรีฑา
สโมสรในปัจจุบัน) เป็นครั้งแรกนั้น เป็นระยะเวลาที่ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสกำลังตื่นตัว
พัฒนาการบิน จอมพลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดี
กระทรวงกลาโหม และจอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบกได้ทรงเห็นความสำคัญ และความจำเป็นที่ประเทศไทยจำต้องจัดหาเครื่องบินไว้ป้องกันประเทศเหมือน
ต่างประเทศ
 
 

ดังนั้น กระทรวงกลาโหม จึงดำริตั้งกิจการบินขึ้นเป็นแผนกหนึ่งของกองทัพบกตั้งแต่นั้นมา
และได้คัดเลือกนายทหาร ๓ นาย ส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส คือ

 
 
  

 

นายพันตรีหลวงศักดิ์ศัลยาวุธ

(ต่อมาคือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ
อดีตเจ้ากรมอากาศยาน คนแรก)
  

 

นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร

(ต่อมาคือ นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์
เจ้ากรมอากาศยาน คนที่สอง)
  

 

นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต

(ต่อมาคือ นาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต อดีตปลัดกรมอากาศยาน และ ผู้อำนวยการกองโรงงานอากาศยาน)
 

ทั้ง ๓ ท่าน ได้รับการฝึกบินจนสำเร็จ เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ และได้เป็นผู้วางรากฐานด้านการบิน
ทั้งในด้านการฝึกบิน และการช่างอากาศ ในเวลาต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็น “บุพการีทหารอากาศ” และเป็นนักบินหมายเลข ๑ , ๒ และ ๓ ของประเทศไทย ตามลำดับ

 
 

เมื่อนักบินทั้ง ๓ นาย เดินทางกลับประเทศไทยนั้น กระทรวงกลาโหม ได้สั่งซื้อเครื่องบินจาก ประเทศฝรั่งเศสมาด้วย จำนวน ๔ เครื่อง เป็นแบบ เบรเกต์

ชนิดปีก ๒ ชั้น จำนวน ๔ เครื่อง เครื่องบินนิเออปอรต์ ชนิดปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง ในระยะแรกใช้สนามบินราชกรีฑาสโมสรเป็นสนามบิน

ต่อมาได้เลือกที่ตั้งใหม่ และย้ายมาที่ ตำบลดอนเมือง เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๔๕๗ กิจการบินจึงได้เริ่มเป็นหลักฐานที่ดอนเมืองตั้งแต่บัดนั้น แล้ว

 
 
กระทรวงกลาโหม ได้ยกฐานะขึ้นเป็น กองบินทหารบก
เมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗ (วันที่ระลึกกองทัพอากาศ)
 
 
กองบินในขณะนั้นมีเครื่องบินเพียง ๘ เครื่อง ต้องทำการฝึกบินกันทุกวันทำให้ชำรุดทรุดโทรมลงทุกที
ด้วยความอุสาหะวิริยะอย่างแรงกล้าของผู้บุกเบิกการบินในยุคแรกนี้ มีเรื่องที่ควรบันทึกไว้เป็นเกียรติว่า เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๕๘ กองบินสมัยนั้นได้สร้างเครื่องบินปีกสองชั้นแบบเบร์เกต์เป็นผลสำเร็จ ด้วยวัสดุที่มีอยู่ในประเทศไทย เว้นแต่เครื่องยนต์เท่านั้นที่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เครื่องบินใช้การได้ดี ทำการบินได้คล่องแคล่ว
 
 
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้เกิดขึ้นในยุโรปแล้ว ๓ ปี และประเทศไทยดำรงความเป็นกลางตลอดมา  

ในปี
พ.ศ.๒๔๖๐

รัชกาลที่ ๖ ได้ประกาศสงคราม และส่งทหารออกไปร่วมรบ โดยจัดเป็นกองบินทหารบก มีนักบิน ช่างเครื่อง ทั้งนายทหาร นายสิบ และพลทหาร ประมาณ ๔๐๐ คนเศษ ออกจากดอนเมืองเมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๖๑

 
 
ถึงประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๖๑ แล้วแยกไปปฏิบัติหน้าที่และทำการฝึกบิน ในจำนวนดังกล่าวนั้น
ปรากฏว่าเป็นนักบินฝีมือดีที่ได้ประกาศนียบัตร ๙๕ คน การไปราชการสงครามคราวนี้ทำให้ประเทศไทยได้นักบิน และช่างเครื่องเพิ่มขึ้น เป็นกำลังสำคัญต่อมาอีกเป็นจำนวนมาก ช่างเครื่องนี้ไม่ว่านักบินจะไปฝึกบินที่ใด
ก็จะส่งช่างเครื่องตามไปด้วยนักบิน ๑ คน ต่อช่างเครื่อง ๒ คน กองบินทหารบกเดินทางกลับ
ถึงประเทศไทยเรียบร้อยทั้งหมด  

เมื่อ
๒๑ กันยายน ๒๔๖๒
“กิจการบินระยะ ๒๕ ปีแรก”
 

กิจการบินได้มาเริ่มวางรากฐานที่สนามบินดอนเมือง ตั้งแต่ ๘ มีนาคม ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สงครามโลก
ครั้งที่ ๑ ได้อุบัติขึ้น สนามบินดอนเมืองจึงเป็นฐานที่ตั้งสำคัญและการริเริ่มกิจการต่าง ๆ ทั้งทางการบินในกิจการทหาร และกิจการพลเรือน ใน ๒๕ ปีแรก นับตั้งแต่เริ่มส่งนักบินไปศึกษาวิชาการบินในปี พ.ศ.๒๔๕๔ นั้น สรุปได้ดังนี้

 
 
๑. การพัฒนาหน่วยกองบินเป็นกองทัพอากาศ

ภายหลังที่จัดหน่วยเป็น กองบินทหารบก ตั้งแต่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗ แล้ว อีก ๓ ปีต่อมา กระทรวงกลาโหม

 

ได้ยกฐานะขึ้นเป็น กรมอากาศยายทหารบก (มีฐานะเท่ากับกองพล) เมื่อ ๑๘ มีนาคม ๒๔๖๑ เพราะได้มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้นมี กองบินใหญ่ ๓ กองบิน ในปี ๒๔๖๓ ได้เริ่มใช้สนามบินนครราชสีมา โดยจัดให้กองบินใหญ่ที่ ๓ ไปประจำ และในปี ๒๔๖๕ ได้เริ่มใช้สนามบินประจวบคีรีขันธ์ โดยจัดให้กองบินใหญ่ที่ ๑ ไปประจำ

และในปี
พ.ศ.๒๔๖๘

ได้เปิดใช้สนามบินลพบุรี (โคกกะเทียม)

 
 
ในระยะก่อนปี
พ.ศ.๒๔๖๕

พ่อค้า ประชาชน ได้เห็นความสำคัญของกำลังทางอากาศ ได้ร่วมกันบริจาคเงินซื้อ
เครื่องบินให้แก่ กรมอากาศยานทหารบก ได้ถึง ๓๐ เครื่อง

 
ในปี
๒๔๖๕ – ๒๔๖๘

ได้มีการจัดหน่วยงานในกรมอากาศยานอีก ๒ ครั้ง ตามที่หน่วยได้ขยายตัวมากขึ้น
กิจการเจริญมั่นคงขึ้น กองบินที่ได้ไปประจำอยู่สนามบินต่างจังหวัดก็พัฒนามากขึ้น
จนวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๗๘

  

 
 

กิจการบินได้มาเริ่มวางรากฐานที่สนามบินดอนเมือง ตั้งแต่ ๘ มีนาคม ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สงครามโลก ครั้งที่ ๑ ได้อุบัติขึ้น สนามบินดอนเมือง
จึงเป็นฐานที่ตั้งสำคัญและการริเริ่มกิจการต่าง ๆ ทั้งทางการบินในกิจการทหาร
และกิจการพลเรือน ใน ๒๕ ปีแรก นับตั้งแต่เริ่มส่งนักบินไปศึกษาวิชาการบินในปี พ.ศ.๒๔๕๔ นั้น สรุปได้ดังนี้